fbpx

กรณีศึกษา (Case study) : โคเนื้อเมืองไทย การจัดการเพื่อสมดุลของต้นน้ำและปลายน้ำ


อุตสาหกรรมโคเนื้อของออสเตรเลียจำแนกตามคุณภาพได้เป็น 3 ระดับ (1) การเลี้ยง โคขุนคุณภาพสูง (Fattening ) เพื่อจำหน่ายตลาดต่างประเทศเป็นการเฉพาะโดยเฉพาะ ญี่ปุ่น โดยใช้ระยะเวลาขุน 12 เดือน เพื่อให้มีไขมันแทรกในเนื้อ (2) การเลี้ยง โคขุนทั่วไป (Non-Fattening Cattle) เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศโดยใช้ระยะเวลาขุนประมาณ 90 วัน (ไม่มีไขมันแทรกในเนื้อ) และ (3) การเลี้ยง โคทุ่งหญ้า (Grass-Feed Cattle) ที่ส่วนหนึ่งส่งออกเป็นเนื้อกระป๋องและเป็นเนื้อแช่แข็ง

สำหรับอุตสาหกรรมโคเนื้อของไทยจำแนกตามคุณภาพได้เป็น 2 ระดับ (1) การเลี้ยงโคขุนคุณภาพที่ใช้ระยะเวลาขุนตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ได้แก่เนื้อโคจาก ฟาร์มลุงเชาวน์ ( Pro) สุพรรณบุรี สหกรณ์โพนยางคำ (Thai French) สกลนคร และ สหกรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน (KU Beef) นครปฐม กลุ่มนี้ จำหน่ายเนื้อโคแปรรูปให้แก่ร้านค้าขนาดใหญ่ เช่น ร้านอาหารขนาดใหญ่/Supermarket ที่เป็น Franchise ร้านอาหารฟาสฟูด สุกี้ยากี้ ร้านสะเต็ค และ เป็นต้น และ (2) การเลี้ยงโคขุนระยะสั้นและโคเลี้ยงทุ่งหญ้าซึ่งจะให้เนื้อเกรดปานกลางถึงต่ำ ซึ่งจะส่งจำหน่ายในตลาดเนื้อเขียง ตลาดเนื้อบด/ลูกชิ้น และตลาดเนื้อโค ขุนทั่วไป

ระบบการเลี้ยงโคเนื้อของประเทศไทยนั้น จะแบ่งกลุ่มธุรกิจออกได้เป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

  • กลุ่มต้นน้ำ : ประกอบด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงแม่โคและผลิตลูกจำหน่าย รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่นำเข้าโคมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เข้ามาเลี้ยงเพื่อส่งตลาด
  • กลุ่มกลางน้ำ : ได้แก่ กลุ่มของผู้รวบรวมโคจากตลาดนัดโค กระบือ ทั่วประเทศ มาเลี้ยงขุนในรูปแบบต่างๆ
  • กลุ่มปลายน้ำ : จะเป็นกลุ่มผู้รวบรวมโคเข้าสู่โรงฆ่าชำแหละ/ตัดแต่ง/แปรรูป ซึ่งมาทั้งจากกลุ่มโคพื้นเมืองและโคขุนคุณภาพดี

ประเด็นสำคัญ :

  • 1. กลุ่มต้นน้ำนี้ จากการศึกษาโซ่อุปทานพบว่า จะมีการวางแผนการผลิตและเชื่อมโยงโซ่อุปทานในเรื่องปัจจัยการผลิตกับกลุ่มอื่นๆ เช่น เรื่องของการก่อสร้าง ที่เกษตรกรต้องไปเอาวัสดุก่อสร้างมาสร้างโรงเรือน อาหารสัตว์ หรือถ้าไม่มีแม่โคเองก็ต้องไปหาซื้อแม่โคมา เป็นต้น กลุ่มนี้จะทำการผลิตโดยจัดหาโค วัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ปัจจัยการผลิตต่างๆ มาผลิตแม่โคออกมา เพื่อผลิตลูกโค เมื่อได้แล้วจะส่งมอบให้กับกลุ่มผู้รวบรวมเข้าสู่ตลาดนัดโค-กระบือ ซึ่งเป็นขบวนการที่พบกันโดยทั่วไป
  • 2. “กลุ่มต้นน้ำที่เป็นเกษตรกรผู้ผลิตนั้นไม่รู้เลยว่า กลุ่มปลายน้ำที่เป็นโรงฆ่าชำแหละนั้นมีความต้องการบริโภคเนื้อโคอย่างไร ประเภทไหน การเลี้ยงของกลุ่มต้นน้ำส่วนใหญ่เป็นไปตามนโยบายเป็นหลัก ซึ่งที่จริงแล้ว ทั้ง 3 กลุ่ม ต้องอยู่ในแนวทางเดียวกัน ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้การผลิตสามารถตอบสนองความต้องการตรงตามต้องการ ซึ่งตัวอย่างของความสำเร็จที่มีในบ้านเรานั้นที่เด่นชัดมีแค่ที่สหกรณ์โคกำแพงแสน และสหกรณ์โพนยางคำเท่านั้น ดังนั้น ทำอย่างไร ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเลี้ยงกันตามแบบเดิมที่เลี้ยงกันตามมีตามเกิดให้เป็นการพัฒนาจริงๆ”
  • 3. เส้นทางเดินของโคเนื้อในประเทศไทย ซึ่งตามหลักการแล้วในทุกกลุ่มนี้จะต้องมีการวางแผน เพื่อให้รู้ว่า จะจัดหาหรือทำการผลิตอย่างไร เพื่อตอบคำถามผู้บริโภคคนสุดท้ายให้ได้ว่าต้องการบริโภคเนื้อโคประเภทไหน ซึ่งต้องยอมรับว่า ลูกค้ารายหลักคือโคพื้นเมืองหรือบราห์มัน อันเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มีในประเทศไทย ส่วนเนื้อโคคุณภาพ อย่างพันธุ์ชาร์โรเล่ส์หรือเป็นโคที่มีไขมันแทรกสูง ในกลุ่มนี้ลูกค้าที่บริโภคจะมีจำนวนค่อนข้างน้อย ซึ่งเมื่อส่งชิ้นส่วนเข้าไปจำหน่ายในตลาดนั้น จะเข้าได้เฉพาะบางชิ้นส่วนเท่านั้น ดังนั้น ต้องมาพิจารณาว่าชิ้นส่วนที่ตลาดไม่ได้นั้น ต้องทำอย่างไร ซึ่งจะเป็นผลสะท้อนกลับมายังโรงงานแปรรูป

สรุปสาระสำคัญ คือ “เมื่อรู้เขารู้เราแล้ว การวางแผนการผลิตจะสามารถทำได้ง่าย โดยทุกกลุ่มต้องมีการให้ข่าวสารกันและกัน จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เกษตรกรก็ต้องรู้ว่าโคที่ตัวเองเลี้ยงนั้นเมื่อเปลี่ยนเป็นเนื้อแล้วจะได้เท่าไร แต่วันนี้ไม่รู้ ในขณะที่พ่อค้าจับโคที่อยู่กลางน้ำรู้ จึงได้ประโยชน์ ด้วยการกดราคาซื้อจากเกษตรกร แล้วนำไปจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าแก่กลุ่มโรงฆ่าชำแหละที่เป็นกลุ่มปลายน้ำ”

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมที่ :

  • [โลจิสติกส์และโซ่อุปทานโคเนื้อเมืองไทย การจัดการเพื่อสมดุลของต้นน้ำและปลายน้ำ โดย ดร.ธำรงค์] -http://www.dld.go.th/breeding/b/Ready/logistic_thaibeef.html
  • [ยุทธศาสตร์โคเนื้อ] – http://www.ftamonitoring.org/FTA%20RelatedTopics/FTArelated043.asp





Loading Disqus Comments ...
Loading Facebook Comments ...