fbpx

ปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect) คืออะไร ?


() หมายถึง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเนื่องจากการขาดการสื่อสารที่ดีว่าอุปสงค์ของลูกค้าที่แท้จริงเป็นเท่าใด ทำให้เกิดความเข้าใจคำสั่งซื้อของลูกค้าตนเองผิดไป

ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อโซ่อุปทาน

สำหรับปัจจัยหลักที่มี ผลกระทบต่อโซ่อุปทานมี 4 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อประสิทธิภาพ และเพิ่มกำไรในโซ่อุปทานและ ทำให้สิ่งเหล่านี้มากขึ้น ได้แก่

1.

Inventory คือทรัพย์สินที่มีอยู่ในงบดุล แต่ว่าจริงๆ แล้วควรจะมองเป็นหนี้สิน ที่ไม่ควรมีไว้มาก ซึ่ง Inventory มีอยู่ในโซ่อุปทาน เป็น Buffer ไว้รองรับความแตกต่างระหว่าง Supply และ Demand ที่ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นทั้ง Supplier, Manufacturer, Transporter, Distribution, Centers และ Retailer ควรจะมี Inventory ไว้ในบางครั้ง

Inventory มีหลายรูปแบบ ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน งานที่อยู่ในกระบวนการการผลิต สินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว Inventory จะช่วยเพิ่มระดับการบริการลูกค้าโดยการมี สต็อกสินค้าไว้พร้อมสำหรับตอบสนองการสั่งซื้อทันที ที่ลูกค้าหรือคู่ค้าต้องการ นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ในการผลิตในการให้ Manufacturer, Supplier สามารถผลิตสินค้าทีละมากๆ ได้

แต่ในทางกลับกันถ้าเรามี Inventory ไว้มากๆ เราก็จะเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น Inventory จะมีประโยชน์ทางด้าน Responsiveness แต่จะด้อยในด้าน Efficiency เนื่องจากจะเพิ่มค่าใช้จ่าย

Responsiveness Supply Chain จะเก็บสินค้าไว้ใน Buffer Stock จำนวนมากเพื่อให้ใกล้เคียงกับความ ต้องการการบริโภคของลูกค้า ในขณะที่ Efficient Supply Chain จะลดค่าใช้จ่ายด้วยการทำการ Centralized Warehousing หรือ Distribution Centers

2.

Transportation เป็นการเคลื่อนย้าย Product ระหว่างคู่ค้า และมีผลกระทบกับโซ่อุปทานมาก การขนถ่ายสินค้าอย่างรวดเร็วจะเพิ่ม Response Time ในขณะที่ ขนาดในการผลิต (Batch Size) สามารถที่จะเพิ่มและ ลดค่าใช้จ่ายได้ ยังมี Routing Software ที่ใช้โมเดล ทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยในการตัดสินใจคำนวณหา ปริมาณสินค้า และเวลาที่ใช้ในการขนย้าย นอกจากนี้ การขนส่งที่ดีจะช่วยให้เกิด Cross-Docking, Boned Warehousing, Customs Clearance

3.

ถ้า Inventory หมายถึงสิ่งที่เคลื่อนย้ายและ Transportation เป็นการขนส่งอย่างไร ดังนั้น Facility คือ ที่ที่ Inventory เคลื่อนย้ายไป Facilities จะทำให้ Inventory เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับ ตัวมันเองระหว่างผ่านกระบวนการการผลิต จัดเก็บ แล้ว จัดส่งไปยัง Facilities อื่นๆ ต่อไป

4.

ข้อมูลแต่เดิมใช้ในการซื้อขาย ใช้ในการบอกราคา จนถึงปัจจุบันได้มีการนำ IT เข้ามาใช้ Information ได้ ทำให้ส่วนต่างๆ ของ Supply Chain เข้าด้วยกัน ไม่ว่า จะเป็นธุรกรรมต่างๆ ลดเวลาและต้นทุน เพิ่มระดับของ การบริการลูกค้า และผลกำไร

ข้อมูลที่ผู้ผลิตต้องการรู้ได้มาจากข้อมูลที่ส่งมาจาก ผู้บริโภค (หรืออีกด้านหนึ่งของโซ่อุปทาน) ความต้องการจากผู้บริโภคจะเป็นตัวส่งสัญญาณให้กับการเติมสินค้า ให้กับศูนย์กระจายสินค้า เมื่อศูนย์กระจายสินค้าถึงจุด Re-Order Point จะมีสัญญาณส่งไปยัง Master Produc-tion Schedule (MPS) ที่ส่วนของโรงงานผลิต สิ่งนี้คือมาตรฐานของ Distribution Requirement Planning (DRP) ซึ่ง Software ส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชันนี้ เป็นมาตรฐาน ผู้ดำเนินการ MPS จะเป็นคนทำความ


การจัดการการไหลของข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้มีค่า ใช้จ่ายเกิดขึ้นตลอดระบบ ERP ถ้าองค์กรต้องการเก็บ รวบรวมข้อมูลทางธุรกิจในฐานข้อมูลลูกค้า จะต้องลงทุน ในส่วนของ Software ที่ใช้ในสำหรับ Customer Relationship Management (), Data Ware- housing, Data Mining, Business Intelligence, Help Desk เป็นต้น ถ้าต้องการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง ถูกต้องแม่นยำจะต้องลงทุนซื้อ Advance Planning and Scheduling (APS), Statistical และ Linear Programming software

Software เหล่านี้จะทำงานได้ต้องอยู่ภายใต้ระบบเหล่านี้ ได้แก่ EDI, Internet, WebPages, Online Catalogues เป็นต้น ในการวิเคราะห์ครั้งสุดท้าย Software ทั้งหมดนี้จะมีหน้าที่ที่สำคัญก็คือการ ประมวลผลและส่งข้อมูลในระหว่างโซ่อุปทานตลอด และอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความตอบสนองของ ทั้งระบบในโซ่อุปทาน

โดยสรุปแล้ว 4 ปัจจัยหลัก อันได้แก่ Inventory Transportation Facilities และ Information เป็น ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มการตอบสนองและประสิทธิผล ในโซ่อุปทานนั้น แต่ทั้งหมดมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และผลกำไรที่ได้จาก Supply Chain เกิดจากความสัมพันธ์ด้านล่าง Supply chain Profitability = (Responsiveness + Efficiency)/Cost

สาเหตุของ Bullwhip Effect

สาเหตุหลักของ Bullwhip Effect คือ การไม่รู้ข้อมูลอุปสงค์ที่แท้จริงของลูกค้า ณ ปลายน้ำ อาจเกิดจากสาเหตุประกอบดังนี้

  • การพยากรณ์ผิดพลาดหรือขาดการอัพเดทข้อมูล ทำให้ซัพพลายเออร์เข้าใจอุปสงค์ของลูกค้าผิดตามไปด้วย
  • ระยะเวลานำไม่แน่นอน(Lead time variability) ทำให้ลูกค้ากลัวว่าจะไม่ได้รับสินค้าในเวลาที่ต้องการ จึงมีการสั่งสินค้าเผื่อไว้แล้วเก็บเป็นสินค้าคงคลัง
  • Order Batching –  อุปสงค์ของลูกค้าอาจะไม่ได้มีมากครบตามจำนวน batch ที่ตกลงไว้กับซัพพลายเออร์ แต่เนื่องจากเป็นข้อกำหนดว่าต้องสั่งสินค้าทีละbatch จึงทำให้อุปสงค์ของลูกค้าที่แท้จริงดูมากขึ้น
  • ความแปรปรวนของราคาทำให้เกิดการซื้อเพื่อกักตุนสินค้า
  • Rationing and shortage gaming และการจัดส่วนส่งเสริมการขาย ทำให้เกิดการซื้อเพื่อกักตุนสินค้าหรือซื้อมากกว่าความต้องการที่แท้จริง หากผู้เกี่ยวข้องไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่อกันว่ามีการทำโปรโมชั่นลักษณะนี้ จะนำไปสู่ความเข้าใจอุปสงค์ลูกค้าผิดพลาดอย่างมากต่อๆ ไปในทางต้นน้ำ

การลดความรุนแรงของ Bullwhip Effect

เนื่องจาก Bullwhip Effect เกิดจากการขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นการร่วมมือกัน สื่อสารกันมากขึ้น มีความเข้าใจอุปสงค์ของลูกค้า ณ ปลายน้ำตรงกัน จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของ Bullwhip Effect ได้ เช่น การเป็น Strategic partnership, การใช้ระบบ Just in time, การที่ซัพพลายเออร์เข้าไปบริหารระบบจัดการสินค้าคงคลังให้ลูกค้าของตน () เพื่อตนเองจะได้ทราบจำนวนสินค้าที่แท้จริง และลูกค้าของตนก็ยินดีกับระบบการบริหารที่เป็นระบบระเบียบ

ลักษณะคำสั่งซื้อก็มีส่วนทำให้เกิด Bullwhip Effect ดังนั้น การลดขนาด batch ลง, การสร้างข้อตกลงเรื่องกฎระเบียบการยกเลิกคำสั่งซื้อหรือนโยบายคืนของระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้เข้มงวดมากขึ้น และการเติมสินค้าบ่อยครั้งขึ้นจะช่วยทำให้การเก็บสินค้าคงคลังลดลง นอกจากนี้ ควรมีการขจัดแรงจูงใจที่จะบิดเบือนอุปสงค์ของลูกค้าไปด้วยการใช้นโยบายราคาเดียว เช่น นโยบาย everyday low price ของ Walmart

ที่มา : http://thisisnadine.multiply.com และ http://www.technologymedia.co.th/






Loading Disqus Comments ...
Loading Facebook Comments ...