Category: การขนส่งสินค้า


CYCLE COUNT เทคนิคการจัดการคลังสินค้า คืออะไร ?

Cycle Count หรือ “การนับสินค้าเป็นรอบ” หมายถึง การต้องนับสินค้าบ่อยๆ และทำทุกวัน เทคนิคนี้ช่วยให้ทราบสถานะของสินค้า แม้ว่าจะไม่เป็นปัจจุบัน แต่ก็ทันสมัยเพียงพอกับความต้องการของผู้บริหารและส่งผลให้เกิดการจัดการสินค้าคงคลังที่ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น การจัดทำ Cycle Count เริ่มจากการแบ่งประเภทของสินค้าตามความสำคัญของสินค้าโดยใช้หลักการ ABC ของ Pareto ซึ่งสินค้าที่แบ่งอยู่ในหมวด A หมายถึง สินค้าที่มีความสำคัญกับองค์กรมาก เป็นสินค้าที่สร้างยอดขายหลักให้กับองค์กร และสังเกตุให้ดีจะพบว่ามีไม่กี่รายการเท่านั้นที่เป็นสินค้าเกรด A ของบริษัท ส่วนสินค้าที่อยู่ในหมวด B ก็เป็นสินค้าที่มีความสำคัญปานกลางจำนวนรายการก็ปานกลางด้วยเช่นกัน และสินค้าในหมวด C คือ สินค้าที่มีความสำคัญน้อยและที่สำคัญมีเป็นจำนวนมากประมาณ 50-60% ของสินค้าทั้งหมด

ประเภทของสินค้าคงคลัง ในเส้นทางของระบบลอจิสติกส์ (Logistics Pipeline)

ประเภทของสินค้าคงคลัง ในเส้นทางของระบบลอจิสติกส์ (Logistics Pipeline) ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการดำเนินงานในลักษณะต่าง ๆ มี 5 ประเภทหลัก คือ 1. สินค้าคงคลังเพื่อรองรับความต้องการตามวัฎจักร และความต้องการในช่วงเวลาปกติ (Cycle/Regular Stock) เป็นการสำรองสินค้า เพื่อรองรับความต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง ให้พอเพียงวกับความต้องการของลูกค้าจนจะถึงเวลาที่จะได้รับสินค้าอีกครั้ง 2. สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่ง (In-transit) ซึ่งอยู่ในระยะต่าง ๆ ของเส้นทางการขนส่ง จากผู้จัดส่งวัตถุดิบมายังโรงงานผลิตและในอีกมุมหนึ่งจากการขนส่งจากโรงงานไปยังลูกค้า ซึ่งเราเรียกรวมสถานะต่าง ๆ ตลอดเส้นทางดังกล่าว เรียกว่า Logistics Pipeline 3. สินค้าที่อย่าในระหว่างกระบวนการผลิตภายในกระบวนการผลิตโรงงาน (Work-in-process Inventory) 4. สินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) เป็นสินค้าคงคลงสำรองที่มีไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความแปรเปลี่ยนไปในการจัดส่งจากผู้จัดส่งวัตถุดิบหรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้า 5. สินค้าคงคลังสำรองเพิ่มเติม สำหรับกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน (Buffer Stock) เป็นสินค้าคงคลังสำรอง ที่มีไว้เพื่อแก้ปัญหาความแตกต่างหรือความแปรผันของกำลังการผลิตกระบวนการ ที่ต่อเนื่องกันอันเป็นจุดที่เป็นคอขวดของกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการที่เป็นคอขวดนี้ทำการผลิตเต็มกำลัง เพื่อสำรองผลผลิตสำหรับป้อนให้กระบวนการถัดไปอย่างต่อเนื่อง โดยอาศับการสำรองในรูป Buffer Stock

ความแตกต่างระหว่างศูนย์การกระจายสินค้าและคลังสินค้า (Distribution Center and Warehousing Center)

ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Centers) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าต้องมีการจัดประเภทสินค้าเพื่อกระจายไปในขั้นต่อไป หน้าที่ในการจัดประเภทสินค้ามี 4 ขั้นตอนด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้แก่

กิจกรรมในการบริหารการจัดส่ง (Logistics Activity) คืออะไร ?

กิจกรรมในการบริหารการจัดส่ง (Logistics Activity) เป็นองค์ประกอบของกิจกรรมการจัดส่ง ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญต่อการดำเนินงานของกิจการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การผลิตสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านค้าส่งและกิจการให้บริการอื่น ๆ เนื่องจากการบริหารกระแส การไหลของสินค้าบริการตั้งแต่จุดเริ่มผลิตไปจนถึงมือผู้บริโภคนั้นต้องการการวางแผน การนำแผนไปปฏิบัติและการควบคุมเป็นอย่างดี ดังนั้น การจัดส่งจึงเริ่มต้นให้ความสนใจตั้งแต่วัตถุดิบ (Raw Material) สินค้าระหว่างทำ (In-Process Inventory) และสินค้าที่ผลิตเสร็จ (Finished Goods) เพื่อส่งให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด กิจกรรมที่รวมอยู่ในการบริหารการจัดส่งนั้น นับเริ่มจากกระแสการไหลของสินค้าจากแหล่งกำเนิด (Point-of-Origin) ไปยังแหล่งบริโภค (Point-of-Consumption) ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากมายและอาจต้องใช้ความรู้ทางด้านเทคนิคเข้ามาช่วยในการบริหารกระบวนการเหล่านี้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นมากกว่า ระบบการบริหารโลจิสติกส์ในปัจจุบันที่ยังมิได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคเหล่านี้มากนัก อาทิเช่น การพยากรณ์ความต้องการสินค้า การจัดการการจราจรและการขนส่ง เป็นต้น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องสามารถแบ่งได้เป็น 14 ประเภทดังนี้

ประเภทของการเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Cross Docking) คืออะไร ?

ประเภทของการเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Cross Docking) แต่ละประเภทของการดำเนินการเกี่ยวข้องกับการรวบรวมสินค้า (Consolidate)และการจัดส่งสินค้า แบ่งออกเป็นดังนี้ Manufacturing Cross Docking : เป็นการรับและการรวบรวมสินค้าขาเข้าที่จัดหามาได้เพื่อสนับสนุนการผลิตแบบ jit ยกตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตสินค้าอาจเช่าคลังสินค้าใกล้กับโรงงาน และใช้คลังนี้สำหรับการประกอบชิ้นส่วนเบื้องต้น หรือเป็นที่รวบรวมชิ้นส่วนประกอบในการผลิตต่างๆ ที่ได้รับความต้องการมาจากระบบ MRP ดังนั้นจึงทำให้ไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อคสินค้าคงคลังแต่อย่างใดเลย Distributor Cross Docking : เป็นการรวบรวมสินค้าขาเข้าจาก Vendor แหล่งต่างๆ ที่มี SKU ที่แตกต่างกันด้วย และจะถูกจัดส่งไปทันทีที่สินค้างวดสุดท้ายมาถึงและผ่านการรับสินค้าแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ผู้จัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ บ่อยครั้งที่ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์เหล่านั้นมาจากแหล่งผู้ผลิตชิ้นส่วน ต่างๆ และถูกรวบรวมไว้ที่ศูนย์ขนส่งสินค้าแบบไม่ผ่านคลังสินค้า (Merge-in-transit centers) ก่อนจัดส่งให้กับลูกค้า Transportation Cross Docking : เป็นการรวบรวมการจัดส่งสินค้าจากผู้จัดส่งแต่ละรายแบบไม่เต็มคันรถ (TLT) และการจัดส่งสินค้าจำนวนน้อยเพื่อทำให้เกิดประโยชน์จากขนาด (Economics of scale) การขนส่งสินค้าใน Crossdock นั้นจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้าด้วยระบบสายพานลำเลียงและการคัดแยกประเภท ส่วนการขนส่งแบบไม่เต็มคันรถ (TLT) ส่วนมากจะต้องใช้การเคลื่อนย้ายสินค้าด้วยแรงงานคน และใช้รถ folklifts ด้วย Retail Cross Docking: เป็นการรับสินค้าจากผู้ขายสินค้าต่างๆ และมีการคัดแยกประเภทสินค้าเพื่อขนสินค้าขึ้นรถขนสินค้าขาออก (Outbound trucks) สำหรับส่งไปยังร้านค้าต่างๆ Opportunistic Cross Docking : เป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าในคลังสินค้าโดยตรงจากบริเวณที่รับสินค้าขาเข้า (Receiving dock) ไปยังที่จัดส่งสินค้าขาออก (Shipment dock) เพื่อจัดส่งสินค้าไปให้กับลูกค้าตามใบสั่งสินค้า

บทบาทหน้าที่ของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider) คืออะไร ?

บทบาทหน้าที่ของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (logistics) หมายถึง ผู้ให้บริการภายนอกเป็นกลุ่มของบุคคลหรือผู้ประกอบการภายนอกซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในงานหนึ่งงานใดซึ่งมีความสามารถที่จะเข้ารับบทบาทการทำงานนั้นๆ ได้ดีกว่าองค์กรจะดำเนินการด้วยตนเองภายใต้สัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่า ธรรมเนียมหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นการตอบแทน โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการว่าจ้างผู้ให้บริการภายนอก ควรจะดีกว่าองค์กรจะดำเนินการเอง ทั้งในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ การให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการภายนอกรับงานที่มีความสำคัญน้อยกว่าไปทำ โดยองค์การเลือกที่จะดำเนินงานเฉพาะงานที่มีความสำคัญและคุ้มค่ากว่า การเลือกใช้ผู้ให้บริการภายนอก เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการจัดการความสมดุลของต้นทุน เวลา กับเงินที่ต้องจ่าย  โดยทั่วไปผู้ให้บริการโลจิสติกส์ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ

ประเภทของเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo ships) คืออะไร ?

“เรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo ships)” เรือบรรทุกสินค้าทั่วไปได้รับการขนานนามจากวงการพาณิชยนาวีทั่วโลกว่าเป็น “สาวใช้ (Maid of all work)” ทีเดียว ทั้งนี้เพราะเรือชนิดนี้มีใช้งานอยู่ทั่วทุกท้องทะเลที่มีการขนส่งสินค้าช่องระวางสินค้าบนดาดฟ้าเรือจะต้องเปิดให้กว้างที่สุดเท่าที่ จะสามารถทำได้ ทั้งนี้เพื่อให้การขนถ่ายสินค้าสะดวกและรวดเร็วที่สุด ภายในเรือจะมีระวางสินค้า (Hold) และช่องระวางสินค้า (Hatch) ซึ่งมีการกำหนดเลขหมายเรียงจากหัวเรือไปยังท้ายเรืออันเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป ช่องระวางสินค้าจะใหญ่ได้เพียงใด ขึ้นกับเงื่อนไขทางด้านความแข็งแรงของโครงสร้างเรือเป็นปัจจัยหลัก การที่ช่องระวางสินค้ามีขนาดใหญ่จะช่วยลดการขนถ่ายสินค้า ในแนวนอนขนานกับพื้นโลกซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานบนเรือต้องการมาก ฝาระวางเรือรุ่นเก่า ๆ จะเป็นไม้แต่ปัจจุบันมักจะเป็นเหล็ก ซึ่งสามารถเปิด-ปิดได้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดแรงงานในส่วนนี้ลงไปได้มาก ฝาระวางเรือ (Hatch Cover) จะต้องผนึกน้ำและปิดทับ ปากระวาง (Hatch Coaming) ซึ่งยกสูงจากดาดฟ้าเรือเพื่อช่วยกันน้ำเข้าไปในระวางสินค้าเมื่อเรือเจอคลื่นลมแรง ในระวางสินค้าอาจจะมีดาดฟ้าอยู่ภายในอีกก็ได้ ดาดฟ้าที่อยู่ภายในนี้มักจะปิดไม่ตลอดความกว้างเรือ มีชื่อเรียกว่า ดาดฟ้าทวีน (Tween decks) มักจะเป็นดาดฟ้าที่ยื่นออกมาจากราบซ้ายและกราบขวาแต่ปล่อยตรงกลางว่างไว้ ดาดฟ้าทวีนจะช่วย ในการขนถ่ายสินค้าให้รวดเร็วขึ้นและช่วยในการปรับแต่งเสถียรภาพของเรือ

ค่าขนส่งสินค้า (Transportation Cost) คืออะไร ?

ค่าขนส่งสินค้า (Transportation Cost) หมายถึง ค่าขนส่งที่จ่ายเพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าจากคลังสินค้าของผู้ขาย ไปยังคลังสินค้าของผู้ซื้อ ในการขายสินค้าจะต้องมีการระบุเงื่อนไขในการรับผิดชอบค่าขนส่งว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าขนส่ง ซึ่งเงื่อนไขในการกำหนดค่าขนส่งมี ดังนี้ F.O.B. Shipping Point เงือนไขนี้กรรมสิทธิ์ในสินค้าจะโอนให้แก่ผู้ซื้อเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทที่รับขนส่ง ดังนั้นผู้ซื้อจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าขนส่ง ซึ่งเรียกค่าขนส่งนี้ว่า “ค่าขนส่งเข้า” F.O.B. Destination เงื่อนไขนี้กรรมสิทธิ์ในสินค้าจะโอนให้แก่ผู้ซื้อเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าให้กับผู้ซื้อ ณ คลังสินค้าของผู้ซื้อ ดังนั้นผู้ขายจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าขนส่ง ซึ่งเรียกค่าขนส่งนี้ว่า “ค่าขนส่งออก”