ประเภทของการขนส่ง (Transportation) คืออะไร ? {ตอนที่ 1}


() หมายถึง การขนส่งมีความเจริญก้าวหน้าและมีพัฒนาการมากยิ่งขึ้น มีวิธีการขนส่งให้ผู้ประกอบธุรกิจเลือกหลายวิธี ผู้ประกอบธุรกิจต้องเลือกวิธีการขนส่งให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง และ ประเภทของการขนส่งมีกี่ประเภท กี่ชนิดซึ่งสามารถจำแนกการขนส่งได้ 5 ประเภท ดังนี้

  1. การขนส่งทางน้ำ (Water Transportation) คือ การขนส่งทางน้ำ เป็นวิธีการขนส่งเก่าแก่มีมาตั้งสมัยโบราณ โดยการใช้แม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้า รวมถึงการขนส่งทางทะเล ซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การขนส่งทางน้ำนี้เหมาะสมกับสินค้าที่มีขนาดใหญ่ ขนส่งได้ปริมาณมากเป็นสินค้าที่ยากแก่การเสียหาย เช่น ทราย แร่ ข้าวเปลือก เครื่องจักร ยางพารา เป็นต้นส่วนประกอบของการขนส่งทางน้ำ
  • 1.1 ผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำ
  • 1.2 อุปกรณ์การขนส่ง คือ เรือ ได้แก่ เรือโดยสาร เรือสินค้าและเรือเฉพาะกิจ เช่น เรือลากจูง เรือประมง ฯลฯ
  • 1.3 ท่าเรือ
  • 1.4 เส้นทางเดินเรือ

สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  • – เส้นทางเดินเรือภายในประเทศ
  • – เส้นทางเดินเรือชายฝั่งทะเล
  • – เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ข้อดี ข้อเสียของการขนส่งทางน้ำ มีดังนี้
    • ข้อดี
      • 1. อัตราค่าขนส่งถูกกว่าเมื่อเทียบกับการขนส่งทางอื่น
      • 2. ขนส่งได้ปริมาณมาก
      • 3. มีความปลอดภัย
      • 4. สามารถส่งได้ระยะไกล ๆ
    • ข้อเสีย
      • 1. มีความล่าช้าในการขนส่งมาก
      • 2. ในฤดูน้ำลดหรือฤดูร้อน น้ำอาจมีน้อย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขนส่ง เพราะเรือเกยตื้นได้
      • 3. ไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนในการขนส่งได้ขึ้นอยู่กับภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศ
  1. การขนส่งทางบก (Road or Motor Transportation) จำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
  • 2.1 การขนส่งทางรถไฟ (Railroads) การขนส่งทางรถไฟ เป็นเส้นทางการลำเลียงที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ดำเนินงานโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าหนัก ๆ ปริมาณมากและในระยะทางไกล อัตราค่าบริการไม่แพง การขนส่งทางรถไฟจะมีกำหนดเวลาออกและถึงจุดหมายปลายทางในระยะเวลาแน่นอนและมีความปลอดภัยจากการเสียหายของสินค้า
  • 2.1 รถปิด คือ รถไฟที่ปิดทุกด้าน เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าที่เสียหายง่ายเมื่อถูกแดดถูกฝน2.2 รถเปิด คือ รถไฟที่ไม่มีหลังคา เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าที่ไม่เสียหายเมื่อถูกแดด ถูกฝน
  • 2.3 รถเฉพาะกิจ คือ รถไฟที่ออกแบบสำหรับใช้เฉพาะงาน เช่น รถบรรทุกน้ำมัน รถบรรทุกปูนซีเมนต์ รถบรรทุกน้ำมัน เป็นต้น – เส้นทางรถไฟ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศข้อดีข้อเสียของการขนส่งทางรถไฟ
    • ข้อดี
      • 1. ประหยัด ขนส่งสินค้าได้จำนวนมากหลายชนิด
      • 2. รวดเร็ว สามารถขนส่งสินค้าได้ทันตามกำหนดเวลาที่ต้องการ
      • 3. สะดวก เพราะมีตู้หลายชนิดให้เลือกเพื่อความเหมาะสมกับสินค้า
      • 4. ปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับเส้นทางอื่น
      • 5. ขนส่งได้ทุกสภาพดินฟ้าอากาศ
    • ข้อเสีย
      • 1. ไม่สามารถขนส่งสินค้าให้ถึงที่ต้องการขนถ่ายได้
      • 2. ความยืดหยุ่นมีน้อย เพราะมีเส้นทางตายตัว
      • 3. มีความคล่องตัวน้อยกว่าการขนส่งแบบอื่น เพราะมีกฏระเบียบมาก
      • 4. ไม่เหมาะสมกับผู้ส่งสินค้ารายย่อย ปริมาณน้อย
  • 2.2 การขนส่งทางรถยนต์ () หรือรถบรรทุก (Truck Transportation)การขนส่งทางรถยนต์หรือทางรถบรรทุก ถือว่าเป็นหัวใจของการขนส่งทางบก ทั้งนี้ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการสร้างถนน ขยายถนนเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ซึ่งการขนส่งทางรถยนต์หรือทางรถบรรทุกน้สามารถแก้ปัญหาในด้านการจำหน่ายสินค้าของพ่อค้าได้เป็นอันมา เพราะการขนส่งสินค้าสะดวด รวดเร็ว สามารถส่งสินค้าไปถึงผู้ใช้ได้โดยตรงส่วนประกอบของการขนส่งทางรถยนต์หรือรถบรรทุก1) ผู้ประกอบการ อาจเป็นรัฐหรือเอกชนดำเนินงานก็ได้ หรือเป็นการดำเนินงานร่วมกันก็ได้ เช่น รถยนต์รับจ้าง 2) อุปกรณ์ในการขนส่ง ได้แก่ รถยนต์ และรถบรรทุก3) ถนนหรือเส้นทางเดินรถข้อดีข้อเสียของการขนส่งทางรถยนต์
  • ข้อดี
    • 1. บริการได้ถึงที่โดยไม่ต้องมีการขนถ่าย2. ขนส่งสินค้าได้ตลอดเวลาตามความต้องการของลูกค้า
    • 3. สะดวก รวดเร็ว
    • 4. เหมาะกับการขนส่งระยะสั้นและระยะกลาง
    • 5. เป็นตัวเชื่อมในการขนส่งแบบอื่นที่ไม่สามารถไปถึงจุดหมาย ได้โดยตรง
  • ข้อเสีย
    • 1. ค่าขนส่งสูงเมื่อเทียบกับการขนส่งทางรถไฟ
    • 2. มีความปลอดภัยต่ำ เกิดอุบัติเหตุบ่อย
    • 3. ขนส่งสินค้าได้ปริมาณและขนาดจำกัด
    • 4. กำหนดเวลาแน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและดินฟ้าอากาศ

3. การขนส่งทางอากาศ (Air Tiansportation) การขนส่งทางอากาศมีความสำคัญมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะการขนส่งระหว่างประเทศเพราะทำการขนส่งได้รวดเร็วกว่าการขนส่งประเภทอื่นๆ ไม่เสียเวลาในการขนส่งนาน สะดวกและปลอดภัย เหมาะกับการขนส่งสินค้าประเภทที่สูญเสียง่าย เช่น ผัก ผลไม้ ดอกไม้ เป็นต้น หรือสินค้าต้องการสั่งจองมาด้วยความรวดเร็วแก่การใช้งาน ถ้าล่าช้าอาจเกิดความเสียหายได้ไม่เหมาะกับสินค้าที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมากและสินค้าราคาถูกๆ ไม่รีบร้อนในการขนส่ง ซึ่งการขนส่งประเภทนี้ทำให้ธุรกิจสามารถขยายตัวได้รวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายแพงกว่าการขนส่งประเภทอื่นส่วนประกอบของการขนส่งทางอากาศ

  • 3.1 ผู้ประกอบการ ได้แก่ บริษัทการบิน ให้บริการขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้าทั้งภายในและระหว่างประเทศ
  • 3.2 อุปกรณ์ในการขนส่ง ได้แก่ เครื่องบิน แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ- เครื่องบินโดยสาร ให้บริการขนส่งผู้โดยสาร- เครื่องบินบรรทุกสินค้า ให้บริการขนส่งเฉพาะสินค้า- เครื่องบินแบบผสม ให้บริการทั้งผู้โดยสารและสินค้าภายในลำเดียวกัน
  • 3.3 เส้นทางบิน คือ เส้นทางที่กำหนดจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง มี 2 ลักษณะ คือ – เส้นทางในอากาศ- เส้นทางบนพื้นดิน3.4 สถานีในการขนส่งหรือทาอากาศยาน เป็นบริเวณที่ใช้สำหรับการขึ้นลงของเครื่องบิน ประกอบด้วย- อาคารสถานี- ทางวิ่งและทางขับ- ลานจอด
    • ข้อดี
      • 1. สะดวก รวดเร็วที่สุด
      • 2. สามารถขนส่งกระจายไปทั่วถึงได้อย่างกว้างขวางทั้งใน ประเทศและระหว่างประเทศ
      • 3. สามารถขนส่งไปในท้องถิ่นที่การขนส่งประเภทอื่นไปไม่ถึงหรือไปยากลำบาก
      • 4. เหมาะกับการขนส่งระยะไกลๆ
      • 5. เหมาะกับการขนส่งสินค้าที่เสียง่าย จำเป็นต้องถึงปลายทางรวดเร็ว
      • 6. ขนส่งได้หลายเที่ยวในแต่ละวัน เพราะเครื่องบินขึ้นลงได้รวดเร็ว
    • ข้อเสีย
      • 1. ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงกว่าประเภทอื่น
      • 2. จำกัดขนาดและน้ำหนักของสินค้าที่บรรทุกจะมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากไม่ได้
      • 3. บริการขนส่งได้เฉพาะเมืองที่มีท่าอากาศยานเท่านั้น
      • 4. การขนส่งขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ
      • 5. การลงทุนและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์สูง
      • 6. มีความเสี่ยงภัยอันตรายสูง

*** อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม :: ประเภทของการขนส่ง (Transportation) คืออะไร ? {ตอนที่ 2} ***

ที่มา : http://muatkhong-25.blogspot.com